Snap16[1]_1.jpgKunchang1[1]_1.jpgkunpan_sida[1]_1.gifwoman3[1]_2.jpg

                              

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

keawnama[1].gif

 

ความเป็นมาของเสภา 

                คำว่า  “เสภา” ยังไม่สามารถจะตกลงกันได้ว่า มีความหมายแน่นอนอย่างไร เพราะมีผู้สันนิฐานกันหลายทาง แต่พอจะประมวลได้ว่าเป็นการขับร้องประเภทหนึ่ง โดยแต่เดิมใช้กรับเป็นจังหวะประกอบ  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่  ๒  กรุงรัตนโกสินทร์ได้มีผู้คิดให้การขับเสภามีปี่พาทย์บรรเลงประกอบและขยายเป็นเสภารำ  อันเป็นรูปแบบการแสดงลักษณะหนึ่ง  แต่อย่างไรก็ตาม  ตั้งแต่โบราณแรกเริ่มมาจนปัจจุบันนี้  การขับเสภาเป็นหลักใหญ่ของการขับร้องประเภทนี้  และมีหลักฐานแน่ชัดว่าเสภาเกิดขึ้นเพื่อการขับร้องเล่านิทาน  และนิทานเรื่องสำคัญที่สุดอันเป็นต้นเดิมของการขับเสภาก็คือ  เรื่องขุนช้างขุนแผน

                หลักฐานในประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการขับเสภาก็คือ  ข้อความในกฎมนเทียรบาลซึ่งตั้งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกล่าวว่า  “หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี เจ็ดทุ่งเบิกนิยาย”

                ในเมื่อการขับเสภาปรากฏเป็นหลักฐานเก่าแก่ถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถดังกล่าวแล้วย่อมแสดงว่าการขับเสภาเพื่อขับร้องเล่านิทาน จะต้องมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นหรือก่อนหน้านั้นมีผู้สันนิษฐานว่ากำเนิดของการขับเสภา  เดขึ้นเพราะสมัยกระศรีอยุธยาถือว่าการเล่านิทานเป็นการมหรสพอย่างหนึ่ง  คือ เมื่อมีการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นงานโกนจุก งานแต่งงาน งานบวช หรืองานศพก็ตาม  เจ้าภาพจะว่าจ้างนักเล่านิทานมาเล่านิทานให้แขกที่ไปในงานฟัง นิทานที่นิยมเล่ากันมากที่สุดคือเรื่องขุนช้างขุนแผน

                แม้จะมีผู้สันนิษฐานว่า  เค้าเดิมอันเป็นเรื่องของเรื่องขุนช้างขุนแผน  เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้นักค้นคว้าหลายฝ่ายแสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเรื่องจริงดั้งเดิมของาขุนช้างขุนแผนก่อนที่จะมาเป็นนิทาน มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ เป็นเรื่องของผู้คนในอาณาจักรสุพรรณภูมิ  หรือเมืองสุพรรณบุรี  อันมีมาก่อนการที่กรุงศรีอยุธยาจะกลายเป็นศูนย์แห่งอำนาจของอาณาจักรไทยภาคกลาง  แต่ชาวกรุงศรีอยุธยานำเอาเรื่องขุนช้างขุนแผนของอาณาจักรสุพรรณภูมิมาดัดแปลงแต่งเติมเป็นนิทานของตน  แล้วเล่าสู่กันฟังเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อซ้ำซากมากเข้านิทานก็จืดจาง  พวกนักเล่านิทานกลัวว่าจะต้องสูญเสียอาชีพของตนไป  จึงยักย้ายวิธีเล่าเรื่องของขุนช้างขุนแผน  ด้วยการปรับปรุงให้มีการขับร้องปรุบอบเป็นบางตอนก่อน ต่อมามีผู้สนใจการขับร้องเป็นบทกลอนมากกว่าที่จะฟังนิทานอย่างเดิม นักเล่านิทานจึงได้เปลี่ยนแปบงการเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นการาขับร้องทั้งหมด  จึงเกิดเป็นการขับเสภาขึ้น และมีหลักฐานอยู่ในกฎหมายมนเทียรบาลสมัยพะบรมไตรโลกนาถดังกล่าวแล้ว

                การขับเสภาเรื่องเล่าขุนช้างขุนแผน ดำเนินเรื่อยมาตลอดมัยกรุงศรีอยุธยา  และแพร่หลายมากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่มีข้อสังเกตตรงที่การขับเสภานั้นเป็นอาชีพอย่างหนึ่งของนักขับเสภา  หรือที่เรียกกันว่าครูเสภาแต่ละคนไม่สามารถจะขับเสภา  เรื่องขุนช้างขุนแผนได้คลอดทั้งเรื่อง แต่จะขับตอนใดตอนหนึ่งซึ่งคนถนัดและแต่งขึ้นหรือท่องจำไว้เฉพาะตอนนั้นๆ  โดยไม่ยอมให้เป็นลายลักษณ์อักษรแพร่หลาย เพระกลัวว่าผู้อื่นจะจำไปใช้ขับเสภาแย่งอาชีพของตน  ดังนั้นเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา  สำนวนเสภาเรื่องขุนแผนที่ใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงศูนย์หายไปพร้อมๆ  กับชีวิตของครูเสภาหลายทานในครั้งนั้น

 

21325697_l[1].gif  21325697_l[1]_1.gif  21325697_l[1]_2.gif  21325697_l[1]_3.gif  21325697_l[1]_4.gif  21325697_l[1]_5.gif  21325697_l[1]_6.gif